สมัคร Royal1688 TOYOTA THAI LEAGUE INTERVIEW : SECOND HALF: มาริโอ ‘GREAN’ROVSKI

สมัคร Royal1688

เจ้าของรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือน พ.ค. ของ โกล ประเทศไทย จะมาเปลือยทุกแง่มุม ความรู้สึก หลากเรื่องราวสุดเกรียนไปจนถึงดราม่าชนิดที่คุณคาดคิดไม่ถึง

สมัคร Royal1688 “หก หก สองห้าสี่สาม” คือรอยสักบนหน้าอกของ เพลย์เมกเกอร์มาดเกรียน หมายถึงชีวิตที่ 2 ของเขา หลังผ่านเหตุการณ์เฉียดตาย เป็นสิ่งที่ทำให้เขาย้ำเตือนตัวเองเสมอว่า ชีวิตไม่ได้มีโอกาสที่ 2 บ่อยนัก

หากเปรียบกับเกมฟุตบอลแล้ว เขากำลังลงเล่นอยู่ในครึ่งหลังของลูกหนังชีวิต

…เด็กหนุ่มที่เติบโตมาในช่วงยุคสงครามที่ประเทศยูโกสลาเวีย มีคุณพ่อเป็นอดีตนักฟุตบอลระดับของประเทศนั้น มีพี่ชายเป็นนักร้องชื่อดัง เคยกระทบไหล่กับรุ่นพี่อย่าง เนมานย่า วิดิช สมัยอยู่เรด สตาร์ เบลเกรด ผ่านการลงเล่นในลีกสูงสุดเซอร์เบีย เคยถูกเลเวอร์คูเซนทาบทามตัวแต่สโมสรไม่ปล่อยตัว… นี่คือครึ่งชีวิตที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินยุโรป

ปี 2012 เขาตัดสินใจย้ายมาเล่นอีกซีกโลกหนึ่ง กับประเทศไทย ที่เขาไม่รู้จักอะไรเลย ชะตาของเขาต่อจากนี้จะเป็น… ติดตามได้ในสกู๊ปนี้

ครึ่งแรก

“ผมมั่นใจตั้งแต่วินาทีแรกที่ถึงเมืองไทยเลยว่า จะเป็นนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จในประเทศนี้ ตอนแรกผมคิดว่าคงอยู่กับเมืองทองฯ จนหมดสัญญาแล้วก็กลับ แต่ถึงตอนนี้ก็ 4 ปีแล้ว และผมยังอยากอยู่เมืองไทยไปนานๆ”

มาริโอ ยูรอฟสกี ในวัย 28 ปี ย้อนความหลังที่ตัดสินใจย้ายมา เมืองทอง ยูไนเต็ด แม้ช่วงแรกอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักของแฟนบอล แต่หลังจากนั้นทุกคนก็จดจำเขาได้ดี จากผลงานในสนาม จนสามารถจารึกชื่อตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรแห่งนี้ ตลอด 3 ฤดูกาลที่ค้าแข้ง

ขวบปีแรกของมาริโอ ลงเอยด้วยการเป็นเจ้าพ่อแอสซิสท์ จ่ายไป 17 ครั้ง (รวมทุกรายการ) พาเมืองทองฯ เข้าป้ายแชมป์ไทยลีก และส่งให้ ธีรศิลป์ แดงดา คว้าดาวซัลโวสูงสุด (ร่วม) ปีต่อมา มาริโอซัด 12 จ่าย 13 และซีซั่นสุดท้าย เขากลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของสโมสร

“ผมเห็นหลายคนชอบพูดว่า ฟุตบอลที่ยุโรปแข็งแกร่งกว่า และฟุตบอลไทยไม่ได้อยู่ในระดับนั้น แต่การเล่นที่ไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่งั้นเราคงไม่เห็นนักเตะจากยุโรปที่ไปไม่รอดจากการเล่นที่ไทยหรอก ฟุตบอลไทยมีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา การที่ผมได้เล่นให้เมืองทองมานาน ก็ถือว่าผมประสบความสำเร็จนะ”

“ผมอาจจะได้ติดทีมชาติ (มาซิโดเนีย) มากกว่านี้ถ้าย้ายไปเล่นลีกอื่น ผมไม่เคยคิดแบบนั้นหรอก การเล่นที่ไทยก็ทำให้ผมติดทีมชาติได้ อย่างตอนอยู่เมืองทองฯ ผมเคยถูกเรียก 3 ครั้ง แต่สโมสรไม่ปล่อยผม พวกเขาคงโกรธผมอยู่บ้างละ ซึ่งผมก็เคารพและเข้าใจสโมสร ที่ไม่อยากปล่อยให้นักเตะเดินทางไกล บินไปกลับ ไทย-ยุโรป”

“แต่ผมชัดเจนมานานแล้วนะ ว่าผมไม่อยากกลับไปที่ยุโรป ผมอยู่เมืองไทยมานาน และผมต้องการอยากอยู่ที่นี่ต่อไป”

พักครึ่ง

“ความจริงก่อนย้ายมาแบงค็อก ผมมีข้อเสนอมากมาย แต่ทุกอย่างมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับผม มันขึ้นอยู่กับครอบครัวด้วย เพราะนี่คือเรื่องของอนาคต ฤดูกาลนั้นผมก็ทำได้ดีกับเมืองทอง แต่สุดท้าย ผมก็ไม่ได้ไปต่อกับพวกเขา”

“ถามว่าผมเสียดายไหมที่ไม่ได้อยู่เมืองทองต่อ ผมไม่ได้รู้สึกอะไรขนาดนั้นนะมันเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว… ทุกคนรู้ว่าเมืองทองคือทีมที่ผมรัก ซึ่งจะไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้ ผมยังคงเชียร์พวกเขาเสมอ”

แม้ผลงานครึ่งแรกในเมืองไทย กับ กิเลนผยอง จะยอดเยี่ยมไร้ที่ติ แต่เขากลับไม่ได้ต่อสัญญาใหม่กับทีม ทำให้มีข้อเสนอมากมายจากหลายสโมสรทั้งในไทย และญี่ปุ่น ซึ่งให้ค่าตอบแทนสูงมาก

“ช่วงพักครึ่ง” จึงเป็นห้วงเวลาที่ไม่เคยง่ายสำหรับเขาในการโยกย้ายแต่ละครั้ง

“การตัดสินใจที่มีผลต่ออนาคต บางครั้งผมก็ทำคนเดียวไม่ได้นะ เมื่อคุณมีครอบครัวแล้ว เราต้องตัดสินใจร่วมกัน ที่ผ่านมาครอบครัวทำอะไรเพื่อผมมามาก ทั้งภรรยา และลูกชายที่สนับสนุนผมมาตลอด ผมสักรูปลูกชายไว้ตรงแขนเพื่อจะได้เห็นหน้าเขาตลอดเวลา ทั้งคู่เป็นส่วนสำคัญในชีวิตผม พวกเขาทำให้ผมมีความสุขโดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นเวลาลงสนาม”

“เสียงส่วนใหญ่โหวตให้ผมเล่นที่ไทยต่อ แม้บางส่วนอยากเห็นผมไปญี่ปุ่น เนื่องจากค่าตอบแทนสูงกว่า… โอเค ค่าเหนื่อยอาจเป็นสิ่งสำคัญ บางทีมอาจจ่ายคุณได้มาก ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณมีฝีเท้าดีพอ และเขาก็เคารพคุณ แต่เรื่องเงินก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดเสมอไป”

“สุดท้ายผมกางทุกข้อเสนอไว้บนโต๊ะ แล้วเลือกจะอยู่ที่ประเทศไทยต่อไป” มาริโอ เล่าถึงวินาทีตัดสินใจว่าเล่นต่อที่ไทยหรือญี่ปุ่น “แต่หลังจากนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนั่นเท่ากับว่า ผมต้องเล่นให้ทีมอื่นในฐานะทีมคู่แข่งของเมืองทองฯ ผมมีความผูกพันกับทีมตลอดเวลา 4 ปี… ดังนั้นสโมสรต่อไป ผมจึงต้องมองหา ทีมที่สร้างแรงจูงใจในการเล่นให้ผมได้”

แรงจูงใจ คือ สิ่งที่นักเตะอารมณ์ศิลปินอย่างเขาต้องการเสมอมา ไม่ว่าจะสมัยเล่นในยุโรป กับ เมืองทองฯ เขากระหายที่เป็นผู้เล่นที่ดีขึ้นในทุกๆ ปี แม้ทุกครั้งที่ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ สถานที่ใหม่ๆ จะเป็นเรื่องที่เสี่ยง… แต่เขาก็ยังเชื่อมั่นว่า ที่ตัวเองยืนหยัดในอยู่บนเส้นทางลูกหนังได้อย่างทุกวันนี้ ก็เพราะความเสี่ยง… เสี่ยงจะออกไปหาความท้าทายใหม่

“ มี 2-3 สโมสรในไทยที่ยื่นข้อเสนอเข้ามา แต่ถ้าต้องเลือกจากทัศนคติทีม และความต้องการของผมแล้ว แบงค็อก ยูไนเต็ด คือสโมสรเดียวที่ผมสามารถจินตนาการภาพตัวเองลงเล่นที่นั่นได้ ”

“การย้ายทีมอาจจะเป็นความเสี่ยง แต่ครั้งแรกที่ผมตัดสินใจมาประเทศไทย มันก็เสี่ยงเหมือนกัน ผมไม่รู้จักฟุตบอลไทยเลยแม้แต่น้อย สุดท้ายสไตล์ของผมเหมาะกับไทยลีก และทำให้ผมรู้ว่าไม่ได้คิดผิด… ถ้าคุณไม่กล้าเสี่ยง ชีวิตคุณก็ไม่มีวันได้เจออะไรใหม่ๆ ทุกครั้งที่ผมนึกย้อนกลับไปถึงความเสี่ยงแต่ละครั้ง มันช่างคุ้มค่าเหลือเกิน”

“ และผมเชื่อว่าการย้ายมาแบงค็อก ยูไนเต็ด คือความเสี่ยง แต่ผมก็มั่นใจว่า ตัวเองตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว นี่คือสิ่งที่ผมคิดจริงๆ ผมไม่ได้พูดเพื่อให้มันดูน้ำเน่าแต่อย่างใด”

บนอัศจรรย์

“10 วันก่อนจะเซ็นสัญญากับ แบงค็อก ยูไนเต็ด ผมยังเล่นให้เมืองทองฯ ในนัดชิงเอฟเอ คัพ กับ บุรีรัมย์ฯ อยู่เลย พอผมย้ายมาเล่นให้แบงค็อกฯ ได้ประมาณ 2 เดือน ผมก็ต้องกลับมาเยือนสนามแห่งนี้ ในฐานะนักเตะทีมเยือน”

ห้องแต่งตัว แฟนบอล บรรยากาศต่างๆ ในสนามเอสซีจี สเตเดี้ยม ยังเป็นภาพชินตาของ มาริโอ ยูรอฟสกี ตลอด 3 ปีที่อยู่ในรังเหย้าแห่งนี้… ทั้งสนามหญ้าสีเขียวที่เคยลงไล่หวดลูกบอลกับเพื่อนๆ เสียงเชียร์จากบนอัฒจันทร์ของเหล่าแฟนบอล นี่คือความผูกผัน จนกลายเป็นความรักของนักฟุตบอลคนหนึ่งต่อสโมสร อย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย

“เมืองทองฯ เปรียบดั่งบ้านของผม แต่วันนี้ผมกลับสนามแห่งนี้อีกครั้งในสีเสื้อที่แตกต่างออกไป แต่นี่แหละฟุตบอล… มันคือเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนมากมายตกหลุมรักมัน ช่วงเวลานั้นมันช่างพิเศษ และเหลือเชื่อสำหรับผม ผมรักทุกวินาทีในค่ำคืนนั้น”

“ก่อนเกมจะเริ่มขึ้น ผมตั้งใจที่จะเดินไปทักทายแฟนบอลของเมืองทอง และตะโกนบอกพวกเขาว่า สวัสดี ผมกลับมาแล้วนะ… แต่แฟนบอลทุกคนที่นี่ ยังคงต้อนรับและให้การสนับสนุนผมด้วยดีมาเสมอ ทุกคนลุกขึ้นปรบมือให้ผม มันสุดยอดมากจริงๆ” พูดถึงวรรคนี้ เขาหยุดนิ่งไปพักใหญ่ ในแววตามีน้ำตาคลอๆ ทำให้สัมผัสได้ว่า ทุกประโยคที่เขาเล่ามา มาจากความรู้สึกจริงๆ

“เกมนั้นมีหลายอารมณ์เกิดขึ้น ทั้งแฟนบอลแบงค็อก หรือเมืองทอง ต่างตะโกนเรียกชื่อผม ผมได้รับการเคารพอย่างสูงจากผู้คนบนอัฒจันทร์ มันทำให้ผมรู้ว่าที่ผ่านมา สิ่งที่ผมทำมันมีค่าแค่ไหน”

“ผมยังจำวินาทีที่ยิงประตูใส่เมืองทองฯได้ดี ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน เพราะผมสนใจแค่เรื่องของเกมเท่านั้น พอผมทำประตูได้ ผมก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อดี ผมแค่อยากไปหากองเชียร์เพื่อขอบคุณทุกคน ที่ยังสนับสนุนผมตลอดมา เรื่องท่าดีใจที่ไหว้กองเชียร์นั้น ผมไม่เตรียมมาก่อน… แค่รู้สึกแบบนั้น และอยากแสดงมันออกมา”

“การเผชิญหน้ากับทีมที่เรารักในฐานะคู่แข่งมันยากเสมอ เกมนั้นจบลงด้วยชัยชนะของทีมเรา ผมมีความสุขมาก แต่ในทางกลับกันผมเองก็รู้สึกเสียใจ”

แบงค็อก ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายได้รับการชูกำปั้นเหนือ เมืองทอง ยูไนเต็ด 3-2 ถือเป็นการประกาศศักดาลุ้นแย่งแชมป์เต็มตัวของเหล่าพลพรรคแข้งเทพ แต่สิ่งที่ มาริโอ ยูรอฟสกี้ อยากเห็นจากต้นสังกัดใหม่ของเขา ก็คือคนบนอัศจรรย์ ที่เป็นแรงกระตุ้นชั้นดีสำหรับนักฟุตบอลทุกคน

“แบงค็อกฯ กับ เมืองทองฯ ยังมีความแตกต่างกันเล็กน้อย” มาริโอ เปรียบต้นสังกัดใหม่กับอดีตทีมของเขา

“การเล่นให้ บียู มีความผ่อนคลายไม่กดดันเท่าเมืองทองฯ พวกเขามีความคาดหวังสูง ซึ่งเป็นผลจากการที่สโมสรเคยประสบความสำเร็จ รวมถึงระบบ โครงสร้าง ก็มีความแตกต่างกัน”

“อีกเรื่องหนึ่ง คงเป็นแฟนบอล เมืองทองฯ มีกองเชียร์จำนวนมาก ซึ่งมาพร้อมความคาดหวัง ส่วนแบงค็อกฯ อาจจะยังมีแฟนบอลไม่มากเท่าไหร… ผมต้องการลงเล่นท่ามกลางเสียงเชียร์จากแฟนบอล เพราะนี่แรงจูงใจที่ดีที่สุดของผู้เล่น”

“มันจึงเป็นเหตุผลที่ผมเลือกวิ่งไปแสดงความดีใจกับ สแตนด์ที่ว่างเปล่า (เกมที่ชนะ เทโรฯ 3-0) เพราะผมเชื่อว่าสักวันหนึ่ง แฟนบอลจะเข้ามาเชียร์แบงค็อก ยูไนเต็ด กันเต็มอัฒจันทร์ แทนความว่างเปล่าอย่างตอนนี้”

“ไม่ว่าคุณจะชอบฝีเท้า หรือความบ้าระห่ำของผม หรือเคยดูผมแค่ทางทีวี ผมก็ยังอยากให้ผู้ชมเข้ามาในสนาม แม้ผมจะรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องยาก… ต่อให้เรามี เวย์น รูนีย์ อยู่ในทีม ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะดึงดูดให้แฟนบอลเข้ามาชมได้หรือไม่”

“ตอนนี้สิ่งที่เราทำได้ คือพยายามรักษาผลงานในสนามให้ดี พาทีมพุ่งชนประสบความสำเร็จให้ได้มากที่สุด แล้วอะไรๆ ก็คงตามมามั้ง? มันก็ขึ้นอยู่พวกเราทุกคนในทีม”

“เราเป็นทีมที่มีสไตล์การเล่นเป็นเอกลักษณ์ คุณจะได้เห็นแอสซิสท์สวยๆ ลูกยิงคุณภาพ การต่อบอลที่สมบูรณ์แบบ และอีกหลายๆ อย่างที่นักฟุตบอลทุกคนพร้อมจะทำให้มันเกิดขึ้นในสนาม… ผมเคารพแฟนบอลของแบงค็อก ยูไนเต็ด ทุกคนคือพลังใจของเรา ถ้าเรามีแฟนบอลที่มากกว่านี้ ก็คงเป็นเรื่องที่เยี่ยมไปเลย”

ติวข้างสนาม

“มาโน โพลกิ้ง คือ อีกเหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินใจย้ายมาที่นี่” มาริโอ พูดถึงเจ้านายคนปัจจุบันที่กำลังพาแข้งเทพบินสูง

“หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า สมัยที่ มาโน่ ยังเป็นนักเตะที่เยอรมัน เขามีความคล้ายคลึงกับผมหลายอย่าง เราเล่นเท้าซ้ายเหมือนกัน เล่นตำแหน่งเดียวกัน แถมยังมีทัศนคติเหมือนๆ กัน ผมไม่ได้อวยเพราะเขาเป็นโค้ชผมหรอกนะ แต่เป็นเพราะเขารู้ดีว่าผมทำอะไรได้บ้าง และควรใช้งานผมอย่างไร ส่วนหนึ่งที่ผมฟอร์มดีกับแบงค็อกฯ เพราะเรามีความเข้าใจซึ่งกันและกัน”

กุนซือของแบงค็อก ยูไนเต็ด ได้รับการยอมรับจากวงกว้าง ว่าเป็นอีกหนึ่งเฮดโค้ชฝีมือดีของไทยลีก เขาพลิกบียูจากทีมกลางตาราง ยกระดับมาสู่การเป็นทีมลุ้นแชมป์ ด้วยแท็คติก จิตวิทยา อารมณ์ร่วมในเกม – ด้วยบุคลิกที่เปี่ยมไปด้วยลูกบ้า ไม่ต่างอะไรกับ มาริโอ ยูรอฟสกี ถ้าจะบอกว่า… มาโน่ คือเกรียนโอ้เวอร์ชั่นใส่สูตรคุมทีม ก็คงไม่ผิดไปจากนี้นัก

“เราออกสตาร์ทซีซั่นได้ไม่ดีเอาเสียเลย แต่หลังจากนั้นเราสามารถหาจุดเปลี่ยนได้ และเราก็กลายเป็นทีมเล่นกันได้ดี”

“มาโน่ คือผู้ที่สร้างความลงตัวให้กับทีมเราได้อย่างรวดเร็ว เมื่อทุกคนในทีมต่างรู้หน้าที่ และช่วยกันเล่นเพื่อทีม ผลการแข่งขันที่ดีก็ตามมา… ในความคิดผม มาโน่ คือคนที่รู้จักทุกอย่างในแบงค็อกฯ เขาคือกุญแจสำคัญที่ทำให้แบงค็อก ยูไนเต็ด มีผลงานที่ดีเช่นนี้”

ครึ่งหลัง

นับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อ ม.กรุงเทพ มาเป็น แบงค็อก ยูไนเต็ด พวกเขายังไม่เคยพานพบความสำเร็จอีกเลย และการจบฤดูกาล 2015 ด้วยอันดับ 5 เมื่อซีซั่นก่อน ถือเป็นอันดับที่ดีสุดของแข้งเทพ ทำให้ปีนี้พวกเขาตั้งเป้าที่ก้าวไปสู่ ท็อป 3 ของประเทศให้ได้… การดึง มาริโอ ยูรอฟสกี คือหนึ่งในจิ๊กซอว์ส่วนสำคัญที่มาเข้าเติมฝันนี้ ให้เกิดขึ้นกับทีมเมืองหลวง

“วันแรกที่ผมย้ายมา พวกเขามีเป้าหมายที่จะจบฤดูกาลด้วยการติด 1 ใน 3 ผมชอบสไตล์การเล่นของทีม และเชื่อว่าตัวเองมีดีพอ ที่จะช่วยให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นได้อีก” มาริโอ กล่าวถึงต้นสังกัดใหม่

“ผมอยู่กับทีมมาครึ่งฤดูกาลแล้ว เราเก็บแต้มสำคัญได้ และอยู่ในอันดับ 2 ของตาราง ซึ่งถือว่าน่าพอใจ เราพลาดแค่เกมเดียวคือการเจอกับราชนาวี เรากำลังอยู่บนเส้นทางที่สดใส ประวัติศาสตร์ของสโมสรก็ไม่เคยมีผลงานที่ดีแบบนี้มาก่อน แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น”

“เรายังไม่อยากพูดถึงอันดับหลังจบฤดูกาล เราจะสู้เพื่อติดท็อป 3 ตามเป้าหมาย จากนั้นก็เบียดแย่งแชมป์กับเมืองทองฯ ให้ได้ ผมหวังว่าเราจะไปถึงตำแหน่งแชมป์ในท้ายที่สุด ซึ่งเท่ากับว่า เราต้องใส่พลังที่มีทั้งหมดลงไปในทุกๆเกม”

มาริโอ มองว่า ระบบการเล่นของแบงค็อกฯ คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ทีมมีผลงานที่แตกต่างไปจากเดิม การสร้างเกมรุกจากแดนหลัง ค่าเฉลี่ยการครองบอลที่สูงถึง 50-70 เปอร์เซ็นต์ แทบทุกนัด อีกทั้งสโมสรมีพัฒนาการขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาคิดว่า แบงค็อก ยูไนเต็ด คือ โจทย์ลูกหนังที่เหมาะสมและท้าทายความสามารถของเขา

“เรายังไม่ใช่ทีมยักษ์ใหญ่ แต่ในอนาคตเราสามารถก้าวไปถึงจุดนั้นได้แน่นอน ครึ่งทางแรกของฤดูกาล เราอยู่อันดับ 2 ของตาราง แต่เรายังต้องพิสูจน์ให้เห็นทุกคนเห็นว่าเรากำลังจะกลายเป็นทีมที่ใหญ่ ซึ่งต้องเริ่มจากการสร้างมาตรฐานเกาะกลุ่มหัวตารางให้ได้ทุกปี เหมือน บุรีรัมย์ฯ หรือเมืองทองฯ คุณดูอย่าง บุรีรัมย์ฯ ถึงปีนี้พวกเขาจะผิดฟอร์มไปบ้าง แต่ในแง่ความรู้สึกแล้ว ทุกคนก็ยังมองว่า พวกเขาคือทีมใหญ่ที่น่าเกรงขามเสมอ”

“ดังนั้น ผมมาที่นี่เพื่อช่วยให้ทีมไปสู่เป้าหมาย แต่แค่นี้ยังไม่พอหรอก เราต้องเล่นอย่างชาญฉลาด มองไปทีละเกม และเมื่อจบฤดูกาลค่อยมาดูอีกทีว่า… เราจะไปได้ไกลถึงไหน”

หลังเสียงนกหวีดยาว

“ในอนาคตจะมีแค่ 3 ที่เท่านั้นผมต้องการจะอยู่ยาวๆ คือ เบลเกรด, เซอร์เบีย และ กรุงเทพฯ ถ้าตัดเรื่องฟุตบอลไป ผมยังคิดว่าไทยยังเป็นประเทศที่น่าอยู่ มันบ้ามากที่มีทั้งธรรมชาติสวยงาม และ วิถีชีวิตในเมือง รวมถึงผู้คนที่น่ารัก”

4 ปีที่ทำมาหากินอยู่บนแผ่นดินสยาม มาริโอ ได้เรียนรู้และเห็นวัฒนธรรม ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่ของฟุตบอลและความเป็นอยู่ที่นี่ เขายอมรับว่า ไทยลีกในวันนี้แข็งแกร่งกว่าวันแรกที่เคยได้สัมผัส และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ ทีมชาติไทย มีผลงานที่ดี และแน่นอนเขากล้าพูดได้เป็นปากเลยว่า เขาคือกองเชียร์ทีมชาติไทย

“ผมรู้สึกภูมิใจนะ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ทีมชาติและฟุตบอลไทยพัฒนา นักเตะไทยหลายคนยังเป็นผู้เล่นอายุน้อย และพวกเขาจำเป็นต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในลีก โดยเฉพาะการเจอกับพวกนักเตะต่างชาติ”

“เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ทีมชาติยังไม่มีตัวเลือกมากเท่านี้ คุณดูปัจจุบันสิ มีแต่คนอยากติดทีมชาติไทย ขนาดผมถ้าเลือกเปลี่ยนสัญชาติได้ ผมยังอยากติดทีมชาติไทยสักนัด และลงไปดื่มด่ำบรรยากาศแบบนี้บ้างเลย”

“หลายคนถามผมว่า ชีวิตหลังเลิกเล่นฟุตบอลจะอยู่ที่ไทยต่อหรือไม่ มันก็ตอบยากนะ บ้านเกิดของผมคือเซอร์เบีย ผมอยู่ที่นั้นมาครึ่งชีวิต แต่ผมก็เห็นอีกครึ่งชีวิตที่เหลืออยู่ในเมืองไทย… ที่นี่กลายเป็นบ้านหลังที่สองของผมไปแล้ว ผมไม่ได้พูดเพื่อเอาใจใครหรือให้ใครมารักนะ ผมรู้สึกแบบนี้จริงๆ”

คนไทยได้รู้จัก มาริโอ ยูรอฟสกี จากบทบาทฐานะนักฟุตบอล ในอนาคต เราจะมีโอกาสที่จะได้เห็นเขาจับงานกุนซือหรือไม่

“ในอนาคต หากผมเป็นโค้ช ผมก็อยากรู้เหมือนว่าโค้ชอย่างผม จะมีนักเตะให้ความเคารพบ้างไหม (หัวเราะ) และทีมที่ผมคุมมันต้องบ้าแน่ๆ เพราะผมคงเป็นตัวอย่างที่ดีให้นักฟุตบอลไม่ได้ แต่ถ้าสมมุติผมได้เป็นโค้ชจริงๆ แล้วบังเอิญเจอนักเตะที่เกรียนแบบตัวเองนะ เขาคงโดนผมตบหัวทิ่มวันละหลายหนแน่ๆ ฮ่า แต่ผมก็จะส่งเขาลงสนามนะ”

ชีวิตในสนามของ มาริโอ ถือว่ากำลังไปได้สวย เช่นเดียวกับ ชีวิตนอกสนาม เขามีเพื่อนที่ดีหลายคนในไทย รวมถึงครอบครัวที่อบอุ่น ซึ่งทำให้เขามีความสุขเป็นอย่างมาก กับทุกๆ อย่างในประเทศนี้

“ภรรยาผมคือคนสำคัญที่ทำให้ผมเลือกจะอยู่ประเทศไทยต่อ เธอชอบที่นี่มาก ส่วนลูกชายผมอายุ 8 เดือน ผมอยากให้เติบโตและเรียนที่นี่ เพื่อที่เขาจะได้เรียนภาษาไทยและในอนาคตก็มาทำงานเป็นล่ามให้ผม (หัวเราะ) แต่ถ้าเลือกได้ ผมอยากเห็นเขาเติบโตมาเป็นนักฟุตบอล แล้วจับคู่เล่นกับลูกของมุ้ย (น้องมาดริด) ผมมั่นใจว่า ลูกของมุ้ย ต้องเป็นกองหน้าเหมือนกับพ่อเขาแน่ๆ”

“มุ้ยคือเพื่อนชาวไทยคนแรกที่ผมสนิท เราอาจจะมีไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน แต่ผมไม่เคยลืมฝีเท้าของเขาเลย เขาเป็นผู้เล่นชั้นยอด และคงยากที่จะมีนักเตะไทยคนไหนทำได้แบบเขา ตอนที่มุ้ยไปอัลเมเรีย ผมเหงามากๆ เลยนะ แต่พอรู้ข่าวว่า เขาจะกลับมา ผมตื่นเต้นและรู้สึกมีความสุขมากจริงๆ”

“ทุกวันนี้เรายังคงติดต่อกันอยู่ตลอด แต่อาจจะไม่ได้คุยกันบ่อยเท่ากับ เคลตัน ซิลวา รายนั้นมักจะโดนผมแซวเสมอว่า ฉันจะตามไปฆ่าแกทุกที ผมชอบหยอกเขาแบบนี้ประจำ เราคุยกันเรื่องลูกบ้าง เรื่องอาหารการกินบ้าง เขาทั้งคู่ยังเป็นเพื่อนที่ดีของผม”

“ ผมมีความสุขกับชีวิตที่นี่ หากอนาคตผมไม่ได้อยู่ที่เมืองไทยจริงๆ เชื่อผมเถอะ ผมจะไม่มีวันลืมประสบการณ์ทุกอย่างที่ผมเคยเจอและทุกอย่างมันจะตราตรึงอยู่ในใจผมตลอดไป ”