บาคาร่าออนไลน์ SBOBET ทางของมอยส์! แมวดำรวบสองแข้งทอฟฟี่

บาคาร่าออนไลน์ SBOBET

กุนซือเลือดสกอตต์ยังคงใช้สูตรเดิมในการเสริมทัพให้เดอะ แบล็คแคตส์ต่อไป ล่าสุดดึงอดีตลูกน้องเก่าที่ทอฟฟี่สีน้ำเงินมาแบบแพ็คคู่

บาคาร่าออนไลน์ SBOBET ซันเดอร์แลนด์ แถลงผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสโมสร เรื่องการคว้าตัว ไบรอัน โอเวียโด้ และ ดาร์รอน กิ๊บสัน สองนักเตะจากเอฟเวอร์ตันมาเสริมทัพเป็นที่เรียบร้อย

เริ่มจากในรายของแบ็คซ้ายชาวคอสตาริก้านั้น จะเซ็นสัญญากับแมวดำจนถึงปี 2020 หลังอยู่กับทอฟฟี่สีน้ำเงินมาตั้งแต่ปี 2012 แต่ได้โอกาสลงเล่นในฤดูกาลนี้รวมทุกถ้วยไปเพียงแค่ 6 เกม

ขณะที่มิดฟิลด์ทีมชาติไอร์แลนด์ จะเซ็นสัญญาจำนวน 18 เดือนกับการค้าแข้งในถิ่นสเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ หลังจากในซีซั่นนี้ได้โอกาสลงสนามให้ทีมสีน้ำเงินแห่งเมอร์ซีย์ไซด์แค่นัดเดียวในศึกอีเอฟแอลคัพเท่านั้น

การย้ายมาอยู่กับซันเดอร์แลนด์ของ โอเวียโด้ และ กิ๊บสัน จะทำให้ทั้งคู่ได้ร่วมงานกุนซืออย่าง เดวิด มอยส์ อีกครั้ง หลังเคยผนึกกำลังมาที่เอฟเวอร์ตันกันมาแล้วนั่นเอง

บาคาร่าออนไลน์ SBOBET ย้อนรอยเจลีก 4 : ก้าวสู่สากล

บาคาร่าออนไลน์ SBOBET

ช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ของกัมบะ โอซาก้า และอุราวะ เรดส์ ที่ได้ครองแชมป์ระดับทวีป ทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่แข้งแดนซามูไรก้าวไปท้าทายทวีปยุโรป

บาคาร่าออนไลน์ SBOBET ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ฟุตบอลญี่ปุ่น เริ่มที่มีเกิดปรากฏการณ์ การย้ายถิ่นฐานเพื่อไปหาประสบการณ์ในแถบยุโรป

ประสบการณ์ที่กล้าหาญ แต่โชคไม่เข้าข้างนักของ “คิงคาซู” คาซู มิอุระ ที่ได้รับกลับมาจากอิตาลีในปี 1994 ตามมาด้วยเหล่าซามูไรผู้ออกไปค้าแข็งยุคบุกเบิกแต่ไร้ผลสำเร็จอีกสองสามคน จนกระทั่ง ฮิเดโทชิ นากาตะ ย้ายไปยัง เปรูจา สโมสรจากประเทศอิตาลีในปี 1998 และที่นั่นเองที่นักฟุตบอลชาวญี่ปุ่นได้รับการยอมรับ

หลังความพยายามอันยาวนานถึง 10 ปี ลูกยิงยูเวนตุสในเกมเปิดตัวของนาคาตะ เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เขาแผ้วถางหนทางให้ผู้อื่นได้เดินตามบนชะตากรรมที่ต่างออกไป

ชินจิ โอโนะ(ฟเยนูร์ด,2001), นาโอฮิโระ ทากาฮารา (โบคา จูเนียร์ส,2001), จุนอิจิ อินาโมโตะ (อาร์เซนอล,2001) และ ชุนซุเกะ นาคามูระ (เรจจินา,2002) และอีกหลายๆคน ชนิดที่เรียกได้ว่าเป็น “ยุคทอง” หลังจากได้รับเหรียญเงินในการแข่งขัน ฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปีใน ค.ศ. 1999 พวกเขาต่างก็เลือกที่จะไปเสี่ยงโชคยังต่างแดน

นาคาตะ มีทั้งช่วงเวลาที่ดีและแย่ สุดท้ายมิดฟิลด์รายนี้ก็แขวนสตั๊ดในช่วงต้นปี 2006 ตั้งแต่เขายังอายุไม่ถึง 30 แต่เขาก็กลับมาญี่ปุ่นพร้อมดีกรีที่ได้ร่วมคว้าแชมป์กับทั้ง โรมา และ ปาร์มา

ย้อนกลับไปในปี 2003 และ 2004 สโมสรเดียวที่มีอิทธิพลต่อฟุตบอลญี่ปุ่นมากที่สุดในเวลานั้นคือ โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส (ตัวอักษร “F” ถูกใส่ไว้ในชื่อทีมเพื่อเป็นเกียรติกับ ฟลูเกลส์ ในยุคก่อตั้ง) ที่นำทีมโดย ทาเคชิ โอคาดะ ผู้ที่เป็นดั่งหางเสือเรือพาทีมชาติญี่ปุ่นไปโลดเล่นในเวิร์ลคัพปี 1998

มารินอส ที่คว้าเอาชนะได้ทั้ง 2 สเตจในปี 2003 และคว้าแชมป์ไปในในปี 2004 ได้อีก และในสองปีต่อมาก็เป็น อุราวะ เรดส์

ในถิ่นฐานนาม ไซตามะ เมืองที่อยู่เหนือ โตเกียวขึ้นไป, เรดส์ ใช้เวลาปีกว่าในการขึ้นมาเป็นสโมสรแรกที่สร้างฐานแฟนบอลได้อย่างมหาศาล สนามขนาด 60,000 ที่นั่งเป็นมรดกตกทอดมาจากการที่ ญี่ปุ่นได้จัดฟุตบอลโลกในปี 2002, เรดส์เป็นสโมสรที่มีนักเตะระดับโลกจากเยอรมันมากมายอยู่ที่นี่ อาทิเช่น อูเว บีน, กิโด้ บุควัลด์, มิชาเอล รุมเมนิกเก้ ที่เข้ามาเล่นในยุคที่เรดส์คว้าถ้วยเอมเพอเรอร์คัพในปี 2005 เป็นครั้งแรกของทีม

คู่ปรับคนสำคัญของเรดส์ เป็นทีมที่มาจากต่างจังหวัด นั่นก็คือ กัมบะ โอซาก้า ที่ตั้งอยู่ราว 7 กิโลเมตรเลย แม่น้ำ โยโด ทางตอนเหนือของโอซาก้า การปะทะกันอย่างดุเดือดของทั้ง 2 ทีมเริ่มขึ้นในปี 2005 ต่างฝ่ายต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับในการชิงชัย และสร้างประวัติศาสตร์ในการคว้าแชมป์ให้ได้ แต่เป็น กัมบะ ที่เหนือกว่าในตอนนั้น และคว้าชัยไปได้ ในขณะที่ เรดส์ก็มาได้แชมป์ในปีถัดมาแทน

มองย้อนกลับไปในปีที่น่าตื่นเต้นเหล่านั้น มันช่างคุ้มค่าจริงๆ ที่ได้ดื่มด่ำในวันปิดฤดูกาลของปี 2005 วันที่ 3 ธันวาคม มี 5 ทีมที่ต่างมีโอกาสลุ้นแชมป์ ทั้ง อุราวะ เรดส์, เจฟ ยูไนเต็ด, อันท์เลอร์ส และอีก 2 ทีมจากโอซาก้า, เซเรโซ โอซาก้า เป็นทีมที่มีคะแนนมากกว่าทีมอื่น

เซเรโซ ม้ามืดที่ครองตำแหน่งจ่าฝูงก่อนลงเล่นนัดสุดท้ายเป็นต่ออย่างเห็นได้ชัด และขึ้นนำ เอฟซี โตเกียว ไปก่อน 2-1 ในการเล่น 90 นาที แต่ประตูตีเสมอในช่วงทดเวลาของ ยาซุยูกิ คอนโนะ ถีบพวกเขาร่วงลงมาอยู่อันดับ 5 ของตารางอย่างเจ็บปวดด้วยผลต่างประตูได้เสีย ส่งผลให้ กัมบะ คู่แข่งร่วมเมืองที่บุกไปถล่ม คาวาซากิ ฟรอนตาเร 2-4 พลิกแซงขึ้นมาคว้าแชมป์ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ถาดแชมป์ที่เตรียมมาสำหรับ เซเรโซ ในสนามนางาอิ สเตเดี้ยมต้องรีบเก็บและส่งไปที่สนามของกัมบะทันที

กัมบะ โอซาก้า และ อุราวะ เรดส์ เป็นทีมแรกๆที่ได้เป็นแชมป์เจลีกในระบบสเตจเดียว โดยระบบนี้ถูกนำมาใช้ในปี 2005 หลังจากที่ได้รับรองมาตรฐานสากลในปี 2003 ทุกเกมจะจบลงในเวลา 90 นาที มีสามแต้มให้สำหรับผู้ชนะ 1 แต้มในกรณีที่เสมอ และทีมที่แพ้ก็ไร้แต้มไป

ย้อนรอยเจลีก

1 : จุดเริ่มต้น

2 : กำเนิดตำนานบทใหม่

3 : ล้มลุกคลุกคลาน

5 : อนาคตอันสดใส

และสองทีมนี้เองก็ยังครองตำแหน่งแชมป์ เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีกได้สำเร็จอีกด้วย เรดส์ และ บรรดาแฟนบอลกว่าพันคน บุกไปล้ม เซปาฮันของอิหร่านได้ ในรอบชิงปี 2007 ส่วน กัมบะ โอซาก้า ก็ทำได้ในปีถัดมา หลังจากเขี่ย เรดส์ออกจากเส้นทางได้ในรอบรองชนะ ถือเป็นยุครุ่งเรืองของฟุตบอลญี่ปุ่นในเวทีเอเชีย

และการเอาชนะทีมจากฝั่งยุโรปได้ เปิดโอกาสให้ กัมบะ และ เรดส์ ได้พิสูจน์ตัวเองในวงการฟุตบอลยุโรปในศึก “ชิงแชมป์สโมสรโลก” หรือ “ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ” นั่นเอง

ยอดทีมจากไซตามะต้องพ่ายให้ เอซี มิลาน ในปี 2007 ส่วนกัมบะเองก็ต้องยอมจำนนต่อปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2008 ไปด้วยสกอร์ 5-3 แต่นั่นก็ถือเป็นการพ่ายแพ้อย่างสมเกียรติ

ทั้งสองเกมดังกล่าวนี้ ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของ เจลีก ในสายตาของคนทั้งโลก แต่สำหรับทีมชาตินั้นกลับไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไร จากความล้มเหลวในฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมัน

แต่สิ่งสำคัญก็คือจำนวนผู้ชม ที่แม้จะยกเลิกระบบการแข่งขันแบบ 2 สเตจไปแล้ว แต่จำนวนผู้ชมก็ยังคงเพิ่มมากขึ้น ไม่แตกต่างกับในระบบเดิมเลย แล้วการแข่งขันก็ยังคงมีบรรยากาศที่ให้ได้ลุ้นกันจนวันสุดท้ายของการปิดฤดูกาลเช่นเคย

ตั้งแต่ปี 2005, เจ1 ได้เพิ่มจำนวนทีมเป็น 18 เหมือนกับในหลายๆลีกชั้นนำของทางยุโรป ในขณะที่ เจ2 ก็ยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยมี 12 ทีมในปี 2001 และเพิ่มมาอีก 1 ทีมในปี 2006

ตั้งแต่ปี 2004 ถึง 2008, มีอีกหนึ่งจุดที่เป็นการยกระดับ เจ1 และ เจ2 คือมีการจัดการแข่งขันแบบเหย้าเยือน ของทีมที่ได้อันดับสามจากท้ายตารางของทั้ง เจวันและเจทู มาแข่งขันกัน โดยการแข่งขันรายการนี้ถูกเรียกว่า “อิริคาเอะ-เซ็น” มันเป็นช่วงที่น่าทึ่งของฤดูกาล และน่าประทับใจที่ได้เห็นภาพเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เหล่านี้

ในปี 2005 เวนท์ฟอเรต์ โคฟุ เอาชนะ คาชิวา เรย์โซล ไปได้ 6-2 โดยในเกมนี้ “แบร์” นักเตะชาวบราซิล ทำประตูไปคนเดียวถึง 6 ประตู เป็นการทำ “ดับเบิ้ลแฮตทริค” ในเกมเดียว

“อิริคาเอะ-เซ็น” ถูกยกเลิกไปในปี 2008 แต่ได้ได้ถูกตัดสินใจจัดขึ้นใหม่ในปี 2012 โดยนำ ที่ 3 และที่ 6 จากเจ2 มาปะทะกัน