WinningFT TOYOTA THAI LEAGUE INTERVIEW : จาก 1 ถึง 200 ธีรเทพ วิโนทัย

WinningFT

จากดาวรุ่งอนาคตไกล สู่การเป็นแข้งจอมเก๋าผู้ผ่านเวทีลีกแดนสยามแตะหลัก 200 นัด ช่วงชีวิตที่ผ่านมาของ “ลีซอ” เป็นอย่างไรบ้าง โกล ประเทศไทย ขอพาทุกท่านไปเจาะลึกกัน

WinningFT หากฟุตบอลเปรียบเสมือนภาพยนตร์ นักฟุตบอลเองคงมีหน้าที่ไม่ต่างกับดารา ต้องสวมบทต่างๆ ลงไปแสดงบนพื้นหญ้าสีเขียว ที่ไม่อาจคาดเดาเรื่องราวตลอด 90 นาทีได้ ภาพยนตร์ชีวิต มักสร้างบทบาทให้นักฟุตบอลทุกคนเป็นได้ทั้ง พระเอก,พระรอง หรือแม้แต่ ดาวร้าย

หนึ่งในดาราลูกหนังที่ฉายแสงอยู่ บนลีกสูงสุดของไทยมาอย่างยาวนาน และเล่นได้สมบทบาท ในทุกฉากชีวิตที่เขาปรากฏตลอดเวลา 12 ปี เขาผ่านช่วงเวลาบนลีกสูงสุดของไทย ตั้งแต่ยุคไม่มีคนดู จนมาถึงช่วงเวลาที่บอลไทยบูมสุดขีด… จากดาวรุ่งความหวังทีมชาติ ที่มีแต่ผู้คนสรรเสริญชื่นชม จนกลายมาเป็น แข้งมากประสบการณ์ที่มีทั้งผู้คนชมชอบและเสียงโห่ฮาด้วยความหมั่นไส้ในระดับใกล้เคียงกัน

“ถ้าผมย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็ยังจะเป็นแบบนี้ ต่อให้พวกเขาจะโห่ผม ไม่ชอบผม แต่นี่คือตัวผม นี่คือลีซอ” – ธีรเทพ วิโนทัย

ก้าวแรก

ย้อนเวลากลับไปสักเกือบ 20 ปีที่แล้ว บีอีซี เทโรศาสน กำลังก้าวขึ้นมาเป็นทีมยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย ผู้เล่นชั้นนำระดับทีมชาติต่างหลั่งไหลเข้ามาสู่ทีม เช่นเดียวกับความสำเร็จที่ถาโถมเข้ามา ไม่แปลกใจที่เด็กหนุ่มอายุสิบกว่าขวบ จะรู้จักและติดตามเชียร์ จนกลายเป็นสาวก เทโรฯ ตั้งแต่เยาว์วัย

“ไทยลีกกับผมเหรอ? มันเริ่มตั้งแต่สมัยผมยังเรียนอยู่ที่ ร.ร.กรุงเทพคริสเตียน ตอนนั้นรู้สึกจะเป็นการแข่งขัน จอห์นนี่ วอลก์เกอร์ ไทยแลนด์ ลีก ตั้งแต่ยังมีทีมอยู่แค่ประมาณ 10 ทีม” ลีซอ ย้อนถึงความทรงจำแรกกับลีกสูงสุดของไทย “บีอีซี เทโรฯ ก็เป็นทีมที่ดังมากในยุคนั้น ผมเคยฝันไว้ว่า สักวันหนึ่ง ถ้ามีโอกาส เราก็อยากลงเล่นให้สโมสรนี้”

เขาหอบความฝันด้านลูกหนังตั้งแต่อายุ 15 ปี ไปฝึกปรือวิทยายุทธ์ลูกหนังถึงอังกฤษ กับ อะคาเดมี่ของคริสตัล พาเลซ ชื่อของ ธีรเทพ เริ่มโด่งดังขึ้นมาในฐานะดาวรุ่งที่ถูกคาดหวังว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นตำนานบทใหม่ของฟุตบอลไทย เขาติดทีมชาติมาแทบทุกชุด และหลังจากอยู่ที่ อังกฤษ 4 ปี… ในที่สุด บันทึกบทแรกของนักฟุตบอลอาชีพก็เริ่มต้นกับ สโมสรในดวงใจของเขา

“หลังกลับจากอังกฤษ ประมาณปี 2004 ทางพี่เปี๊ยก องอาจ ก่อสินค้า เป็นผู้จัดการทีมในเวลานั้น เขาก็ชวนให้ไปร่วมทีม และได้ก็เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพเป็นครั้งแรกกับ บีอีซี เทโรศาสนครับ”

จากวันที่ลงสนามไทยลีกครั้งแรก เคยคิดบ้างไหมว่า เราจะยืนถึงจุดนี้ที่ผ่านการเล่นไทยลีก 200 นัด?

“โอ๊ย ไม่เลย ผมไม่ได้คิดไปถึงขั้นนั้นเลย ผมแค่อยากจะมีส่วนรวมกับเทโรฯ ซึ่งเป็นสโมสรใหญ่และมีความเป็นมืออาชีพจริงๆ ของบ้านเราในยุคนั้น”

จากผู้เล่นดาวรุ่งของทีมวัย 19 ปี เขายังจดจำบรรยากาศในทีมได้เป็นอย่างดี… บนม้านั่งเขาจะเห็น อรรถพล บุปษาคม กุนซืออาชีพคนแรกของเขา… ภายในห้องแต่งตัว เขาได้เคียงข้างกับแข้งทีมชาติอย่าง วรวุฒิ ศรีมะฆะ, วิทยา นับทอง, วรชัย สุรินทรศิริรัฐ ฯ ภาพเหล่านั้นธีรเทพยังคงจดจำได้ดี ขณะเดียวกันภาพไทยลีกในวันวาน ที่เหลียวมองไปข้างบนอัศจรรย์ แทบจะไม่มีคนดู เขาก็ยังไม่ลืมสิ่งเหล่านี้เช่นกัน

“สมัยก่อน เทโรฯ ใช้สนามเทพหัสดิน แฟนบอลก็มีไม่มากครับ แค่อัฒจันทร์ฝั่งเดียวของสนามก็ยังไม่เต็ม ฟุตบอลไทยในยุคนั้น มันดูเงียบเหงา ต้องเอาตลกมาเล่น เพื่อดึงคนดูเข้ามาดูเกม ถ้าเทียบกับไทยลีกยุคนี้มันก็เปลี่ยนไปเยอะมาก ในทุกๆ เรื่อง จะบอกว่าพลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยก็ว่าได้”

ลีซอ- ธีรเทพ ก้าวผ่านช่วงเวลาจากดาวรุ่ง สู่วัยหนุ่มที่เป็นตัวหลักของทีม เริ่มฉายแววความเป็นซูเปอร์สตาร์ออกมา ด้วยผลงานการยิงประตูและลงสนามอย่างต่อเนื่อง ชื่อของเขาโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงแค่ในประเทศ แต่ยังดังไกลถึงต่างแดน และสุดท้ายเขาคิดว่าถึงเวลาที่ต้องออกไปโบยบิน เพื่อไปค้าแข้งกับ เค ลีร์เซ่ สโมสรจากเบลเยียม

…ปิดฉากเจ้าชายมังกรไฟ บทที่ 1

ก้าวใหญ่

เกือบ 1 ปีกับ เค ลีร์เซ่ ในลีกเบลเยียม ด้วยโอกาสการลงสนามที่น้อยนิด บวกกับกระแสฟุตบอลไทยลีก เริ่มกลับมาได้ความนิยมอีกครั้ง การเดินทางกลับมาสู่มาตุภูมิ จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะกับเขาที่สุดในเวลานั้น

หากแต่การกลับเมืองไทยครั้งนี้ ไม่ใช่การคืนสู่เหย้า “บีอีซี เทโรศาสน” ทีมในฝันเมื่อวันวาน แต่กลับเป็น “เมืองทอง ยูไนเต็ด” ความฝันครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม

“ผมมองเห็นฟุตบอลลีกบ้านเรากลับมาบูมอีกครั้ง และเมืองทองฯ เริ่มเป็นทีมที่ได้รับความนิยม เขากำลังสร้างทีม และพัฒนาสโมสรขึ้นอยู่เรื่อยๆ ผมเลยตัดสินใจเลือกย้ายกลับมาที่นี่ดีกว่า” ลีซอ กล่าวเริ่ม

“พอได้มาเล่นแล้ว ก็รู้สึกดีครับ เมืองทองฯ เป็นทีมที่มีตัวผู้เล่นดีๆ เยอะ อย่าง พิชิตพงษ์ (เฉยฉิว), ดัสกร (ทองเหลา), (ซูมาโฮโร่) ยาย่า, ดักโน่ (เซียก้า) มี มุ้ย (ธีรศิลป์ แดงดา) อีก แล้วก็ ตอง กวิน (ธรรมสัจจานันท์) โดยรวมแล้ว ผู้เล่นไทยและต่างชาติมันลงตัวทุกตำแหน่ง สุดท้ายทีมเราก็คว้าแชมป์ (ไทยลีก 2009) มาครองได้”

เมืองทอง ยูไนเต็ด เติมเต็มความฝันในการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของ ธีรเทพ ได้สำเร็จ แต่ฤดูกาลต่อมา ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้นภายในทีมและแรงกดดันมหาศาล เขาจึงถูกปล่อยให้ บีอีซี เทโรศาสน ยืมตัวไปกู้วิกฤตทีมและถูกซื้อขาดในเวลาต่อมา

“กัปตันมังกรไฟ” กลับมารับใช้เทโรฯอย่างเต็มตัวได้เพียง 1 ปีเท่านั้น เขาก็หันหลังให้กับทีมเป็นครั้งที่ 2 เพื่อย้ายไปสู่สโมสรใหม่ ที่เขายกให้เป็น สโมสรที่มีความเป็นมืออาชีพมากที่สุดในไทยลีก “บางกอกกล๊าส เอฟซี”

“บีจี คือสโมสรมีความพร้อมในทุกด้าน ทั้ง เรื่องของสนาม, การบริหารจัดการ, ทีมงานที่ดูแลในส่วนต่างๆ เขามีทุกอย่างครบ พอผมได้เข้าไปร่วมทีม ก็รู้สึกว่าผมแทบจะไม่ต้องไปกังวลเรื่องอื่น โฟกัสแค่การเล่นของตัวเองพอ เพราะส่วนอื่นๆ มีคนคอยจัดการให้หมดแล้ว บางกอกกล๊าส จึงเป็นทีมหนึ่งที่มีความเป็นมืออาชีพสูงสุดเท่าที่ผมเคยร่วมงานมา”

การได้ลงเล่นที่ ลีโอ สเตเดี้ยม ยิ่งเติมความทะเยอทะยานให้กับเจ้าตัว โดยเฉพาะการมีโอกาสได้ร่วมงานกับ อรรถพล บุปษาคม เป็นครั้งที่ 2 หลังโค้ชแต๊กแยกทางกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดแล้วเลือกจะร่วมชายคา ลีโอ สเตเดี้ยม ยิ่งทำให้ ลีซอ- ธีรเทพ มีความมั่นใจมากขึ้น

เขากลายเป็นตัวหลักของบางกอกกล๊าส จนได้รับความไว้วางใจให้สวมปลอกแขนกัปตันทีมกระต่ายแก้ว พร้อมผ่านการลงสนามทั้งสิ้น 69 นัด จาก 2 ปีครึ่ง

ทุกอย่างที่บีจีกำลังไปได้สวย แต่เจ้าตัวก็ต้องโยกย้ายหาต้นสังกัดใหม่อีกครั้ง

ก้าวผ่าน

“ผมมีปัญหากับทางผู้ใหญ่ของสโมสรบางกอกกล๊าส เรื่องที่ผมไปวิพากษ์วิจารณ์ (ลีซอโพสต์ IG ไม่เห็นด้วยกับการปลดโค้ชแต๊ก ) บวกกับตอนนั้นเพื่อนตำรวจติดต่อเข้ามา ผมเลยตัดสินใจย้ายทีม”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ลีซอ-ธีรเทพ แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาตามคาแรกเตอร์ของเขา ธีรเทพ ยอมรับว่า ตนเองเป็นคนที่อาจจะเติบโตจากวัฒนธรรมที่แตกต่าง (สมัยอยู่ที่อังกฤษ) ทำให้นิสัยของเขา มักจะออกแนวโผงผาง ไม่ค่อยถูกใจคนไทยมากนัก

แม้แต่ วินฟรีด เชเฟอร์ อดีตกุนซือทีมชาติไทย ยังเคยบอกถึงสาเหตุที่ตัดชื่อ ธีรเทพ วิโนทัย ออกจากทีมชาติ เพราะต้องการให้ลีซอเป็นซูเปอร์สตาร์ในสนามมากกว่านอกสนาม… ประเด็นร้อนแรงเช่นนี้ถูก ลีซอ ตอบโต้ผ่านรายการทีวีอย่างดุเดือด พร้อมแสดงความมั่นใจว่าเขาดีพอสำหรับทีมชาติ หลังจากนั้น ชื่อของ ธีรเทพ วิโนทัย ก็เริ่มค่อยๆ หายไปจากทัพช้างศึกเลือดใหม่

อย่างไรก็ดี ลีซอเข้าใจดีว่านี่คือวิถีปกติของฟุตบอลอาชีพและเขายังไม่ล้มเลิกความหวังที่จะกลับไปสวมชุดทีมชาติอีกครั้งในอนาคต

“ก็เข้าใจครับ มันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่จะเด็กรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่ผมยังติดตามทีมชาติไทยและน้องๆ ชุดนี้อยู่นะ พวกน้องๆ เป็นนักเตะที่มีศักยภาพ สิ่งเหล่านี้ได้มาจากลีกของเรา ที่บ่มเพาะให้เขากล้าเล่น และเรียนรู้วิธีการเอาชนะคู่ต่อสู้ในรูปแบบต่างๆ”

“ผมก็ยังหวังที่จะกลับไปนะ ถ้าหากได้รับโอกาส”

“เสียงโห่” เป็นสัญญาณต้อนรับเขาทุกยามที่เท้าสัมผัสบอล ไม่ว่าจะเล่นที่ไหนก็ตาม เขาก็ต้องเจอสิ่งเหล่านี้ จากนักเตะที่รับใช้ชาติมาตั้งแต่เด็ก จนถึงวันนี้ที่เขาฝ่าคลื่นกระแสต่างๆ มากมายในชีวิต จนยืนอยู่บนหลักไมล์ 200 นัดบนไทยลีก ลีซอมีวิธีการรับมือและผ่านเรื่องเหล่านี้มาได้อย่างไร

“ทุกวันนี้ผมเฉยๆ แล้ว กับเรื่องนอกสนาม โอเค! ผมอาจจะมีคาแรกเตอร์ที่ทำให้หลายคนไม่ชอบ ทุกสิ่งที่ทำ ผมไม่ได้ต้องการให้ใครมารักหรือมาเกลียด แต่มันคือตัวตนของผมจริงๆ ดังนั้นผมจึงไม่ซีเรียสเรื่องที่ใครจะมาวิพากษ์วิจารณ์ผม”

“ลองคิดอีกมุมหนึ่ง ถ้าเขาไม่ติดตามหรือสนใจเรา เขาก็คงไม่ได้มาด่าเราหรอก ถ้าเขาได้ด่าเรา แล้วเขารู้สึกดี ผมก็โอเคนะ รับได้ บางคนอาจจะชอบเสียงชื่นชม ชอบเสียงเชียร์ มันก็ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นอย่างนั้นเสมอไป ถ้ามันทำให้เขามีความสุข ผมก็คงได้บุญไปด้วย (หัวเราะ)”

“ผมเล่นฟุตบอลมาทั้งชีวิต ผมไม่เคยไปถึงจุดที่ทุกคนยอมรับในความสามารถของผม โอเค! พอเริ่มจะยอมรับได้ ก็มีเหตุให้ต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่เรื่อย จนตอนนี้ผมอายุ 31 แล้ว แต่ก็ไม่ซีเรียสนะ อยากให้ผมพิสูจน์ตัวเอง ได้ครับ! ผมทำให้ได้ทุกครั้งละ”

ก้าวต่อไป

“ผมเป็นคนชอบความท้าทาย” – ธีรเทพ ย้ำถึงจุดยืนตลอดเส้นทางการค้าแข้ง

เลกที่ 2 ของปี 2014 เขาย้ายมาร่วมทีมเพื่อนตำรวจ ที่กำลังต้องการอยู่รอดในโตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก แม้สุดท้ายภารกิจของเขาจะล้มเหลว แต่ด้วยความรู้สึกที่ต้องสะสางงานให้สำเร็จเสียก่อน เขาจึงยอมทิ้งช่วงเวลาบนไทยลีก เพื่อเริ่มต้นใหม่กับโปลิศ ในดิวิชั่น 1 ก่อนที่ เพื่อนตำรวจ จะคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ปี 2015 มาครอง แชมป์ที่แลกมากับความเจ็บปวดมากมาย

“เรื่องของพี่แต๊ก (การเสียชีวิตระหว่างคุมทัพเพื่อนตำรวจ) ก็เสียใจครับ อย่างที่ทุกคนทราบ ผมสนิทกับแก แต่ก็ไม่คิดว่าแกจากพวกเราไปเร็วขนาดนี้ แต่เมื่อมองอีกมุม เราก็จะได้เห็น พี่แต๊กที่เป็นแบบอย่างในการต่อสู้ชีวิต ฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย และรับผิดชอบหน้าที่ตัวเองจนวันสุดท้าย การจากไปในครั้งนี้ ทำให้ผมอยากทำทุกวันให้ดีที่สุด เหมือนกับพี่แต๊กเคยทำไว้”

ฤดูกาล 2016 ธีรเทพ เดินหน้าหาความท้าทายใหม่ กับ แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่มีแนวทางการพัฒนาทีมชัดเจน และต้องยกระดับทีมแข้งเทพ ก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์เบอร์ 3 ของลีก พร้อมคว้าตั๋วไปลุยบอลถ้วยเอเชียในปีหน้า เขาอธิบายถึงการย้ายทีมทุกครั้งว่า มันมาจากเหตุผลหลักๆหนึ่งข้อ นั่นคือ “ผมไม่ได้เล่นฟุตบอลไปวันๆ”

“ผมไม่ใช่นักบอลที่ย้ายทีมเพื่อมารับเงินเดือนตามที่ต้องการ ผมเล่นฟุตบอลเพื่อความสำเร็จ ถ้าทีมไหนที่มีนโยบายการทำทีม มีเป้าหมายที่ชัดเจน ผมก็อยากจะไปเล่น ไม่ใช่แค่อยู่กลางตาราง รักษาอันดับแค่อยู่ในรอดไทยลีก นั่นไม่ใช่ทีมที่ผมต้องการ”

“การย้ายมาแบงค็อก ยูไนเต็ด ถือเป็นเรื่องที่ดีครับ” ลีซอ เผยถึงต้นสังกัดปัจจุบัน “รูปแบบการเล่นเกมรุกธรรมชาติ ค่อนข้างเข้ากับสไตล์ของผม การร่วมงานกับเพื่อนร่วมทีมที่เก่งๆ หลายคน โค้ชที่มีความสามารถ และเป้าหมายที่สูง ทำให้ผมสนุกกับการเล่นให้แบงค็อกฯ ครับ”

ธีรเทพ วิโนทัย กลับมายืนอยู่บนระดับ โตโยต้า ไทยลีก อีกครั้ง ในซีซั่นนี้ ไม่ว่าจะฐานะตัวสำรองหรือตัวจริง เขาก็ยังคงเป็นผู้เล่นคนเดิมที่กระหายในการเล่นไม่ต่างจากเมื่อครั้งยังหนุ่ม…หนึ่งประตูชัยที่ซัดใส่เมืองทองฯ น่าจะยืนยันให้ทุกคนเห็นถึงศักยภาพของเขาได้เป็นอย่างดี

และเกมล่าสุดที่เจ้าตัวลงสนาม พบกับ บีบีซียู เอฟซี (ชนะ 2-0 เมื่อวันที่ 2 เม.ย.) ถือเป็นนัดที่ 200 บนสังเวียนลูกหนังไทยลีก ของ ธีรเทพ วิโนทัย พอดิบพอดี

“200 เกมที่ผ่านมามันให้อะไรกับผมเหรอ? มันให้ชีวิตผมทั้งชีวิตเลย ผมมีทุกอย่างในวันนี้ได้ก็มาจากฟุตบอล ที่ทุกคนรู้จักผม ก็เพราะฟุตบอล แล้วตลอดหลายร้อยนัด มันสร้างให้คนคนหนึ่ง เติบโตมาเป็นนักฟุตบอลที่ดีได้ มันให้ประสบการณ์มากมายกับตัวผม ที่บ่มเพาะให้ผมกลายเป็นลีซออย่างทุกวันนี้”

ผ่าน 200 นัดไปแล้ว เราจะยังได้เห็น ลีซอ เล่นไทยลีกไปถึงอีกกี่นัด – “โอ้ย ได้อีกเยอะ ผมว่ามีหลัก 300-400 ผมยังเล่นได้อีกหลายปี และไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองแก่เลย”